โพสต์เมื่อ

การก่อสร้างต้องมีมาตรฐานวิศวกรรม โบสถ์สแตนเลส วัดหัวสวน ฉะเชิงเทรา พายุถล่มครึ่งชั่วโมง โบสถ์สแตนเลส มูลค่า 12 ล้านพังครืนทั้งหลัง (คลิป)

มีผู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพังไว้อย่างน่าสนใจ

จากลิ้งค์ https://www.facebook.com/524763004364387/posts/1265928800247800/

06/05/62 กระผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุโบสถ์สแตนเลสพังหลังจากเกิดแรงลมและฝนตก จ.สุพรรณบุรี (ตรวจสอบเป็นกรณีศึกษา) และได้ขออนุญาตจากทางวัดเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่วิศวกร และช่างก่อสร้างทั่วไป โดยมีข้อมูลคร่าวๆคือ โบสถ์มีขนาด 6.00×14.00 ม.,สูง 12.00 ม. ไม่รวมพื้นยกระดับ (ขนาดโดยประมาณ) ความหนาแผ่นสแตนเลสพับที่ใช้ทำเสา หนา 1.5 มม. (โดยประมาณ) ภายในเสากลวง จากการสำรวจ ดังแสดงในภาพถ่าย พบข้อสังเกตหลายประการ คือ เพลทฐานเสาเจาะฝังพุก 8-M10 ลึก 50 มม. บางต้นก็ไม่ครบ (ไม่มี J-bolt), การเชื่อมเป็นการเชื่อมเป็นจุดๆไม่เชื่อมรอบไม่ต่อเนื่อง, แผ่นสแตนเลสบางมากจนฉีกขาด, รอยต่อระหว่างปลายเสากับโครงหลังคาเชื่อมเป็นจุดๆ เป็นต้น ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดมาก ซึ่งกระผมเชื่อว่า ท่านทั้งหลายสามารถพิจารณาหาข้อสันนิษฐานได้เองไม่ยากโดยพิจารณาจากภาพถ่าย ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์
แต่ประเด็นสำคัญที่คิดขึ้นมาได้หลังจากตรวจสอบคือ หากท่านวิศวกรท่านใดพบเห็นอาคารที่สร้างขึ้นมาแล้วมีความเห็นว่าไม่ปลอดภัย เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะตักเตือน หรือให้คำแนะนำเจ้าของอาคาร หรือแนะนำ ผรม. อันนี้ผมก็ไม่ทราบ เพราะจากประสบการณ์เก่าๆกระผมเคยเตือนแล้ว (อดีต) และมันทำให้ผมก็อยู่ในสถานะการณ์ที่ไม่ปลอดภัย จึงไม่ทราบต้องทำอย่างไร เพื่อนๆสามารถแนะนำได้นะครับ
อีกประการหนึ่ง ชาวบ้านที่วัดบอกว่า ผรม. ได้ก่อสร้างโบสถ์แบบนี้มาหลายที่แล้ว ทางวัดจึงไว้ใจให้ก่อสร้าง ซึ่งทำให้กระผมอดสงสัยไม่ได้ว่า “วัดไหนบ้าง?!” (ไม่กล้าถาม)

#วุฒิวิศวกรโยธา
#HeavyLifting
#SocketFooting
#PrecastColumn
#เซ็นรับรองแบบ
#ตรวจสอบโครงสร้าง
#สีกันไฟ

 

ขอบคุณข้อมูลจากเฟสบุ๊คเพจ https://www.facebook.com/wuttiyota2144/

ออ

โพสต์เมื่อ

อัพเดตหน้างาน อ.นครไชยศรี จ.นครปฐม HW-C 12x20x6 m. ฿1.5 ล้านบาท

ความคืบหน้า การสร้างโกดัง รับสร้างโกดัง รับสร้างโรงงาน รับสร้างคลังสินค้า

อัพหน้างานวีดีโอ

============================
ทำไม Happy Warehouse ถึงขายดี และได้รับความนิยมจากลูกค้า
============================
1. ลูกค้ามั่นใจ ในคุณภาพ และประสบการณ์
-ประสบการณ์ก่อสร้างโกดังมากกว่า 200 หลัง
-ประสบการณ์งานก่อสร้างโกดังมากกว่า 10 ปี
-เราเป็นโรงงานผลิต สามารถควบคุมคุณภาพได้ มากกว่าระบบก่อสร้างหน้างาน

2. บริการที่ รวดเร็ว ทันใจ
– ใบเสนอราคาใช้โปรแกรมคำนวณ
– เป็นบริษัทเดียวที่สามารถเสนอราคาได้ในเวลาเพียง 5 นาที ด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ
– วัสดุตามความเป็นจริง น่าเชื่อถือ
– การเสนอราคา รวดเร็วเที่ยงตรง
– ระบบผลิตแบบ Prefeb ทำเสร็จจากโรงงาน
– เตรียมวัสดุที่โรงงาน 30 วัน
– ติดตั้งหน้างาน 15-60 วัน

3. มีรับประกันคุณภาพ คุ้มค่าเงิน ทุกบาท ทุกสตางค์
-เรารับประกันงานสถาปัตย์และรั่วซึ่ม 1 ปี
-เรารับประกันโครงสร้าง 10 ปี
-เราใช้ เหล็กโครงหลังคาและแป เหล็กกัลวาไนช์
ทำให้ทนสนิม อายุการใช้งานยาวนาน
ความแข็งแรง 3500 KSC
-หลังคาเราเป็นระบบ คลิ๊ปล็อค
ไม่ต้องเสี่ยงกับหลังคารั่ว
-ลูกค้าทำสัญญากับบริษัทผู้ผลิตโดยตรง
ทำให้ลูกค้ามั่นใจในการรับประกัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณ วรดร 0642596694

Line@
https://line.me/R/ti/p/%40happy-house

Website:
http://www.happyfranchise.co.th/store/662
https://warehouse.online.th
https://www.บ้านและโกดังสำเร็จรูป.com

รับสร้างโกดัง รับสร้างโรงงาน รับสร้างคลังสินค้า แบบสำเร็จรูป เสร็จเร็ว


https://โกดังให้เช่า.net
https://happyfranchise.online

Facebook
https://www.facebook.com/HomeAndWarehouse
https://www.facebook.com/WarehouseBestBuy

โพสต์เมื่อ

ปรับโฉม ต.เขาดิน เมืองแปดริ้ว!! สร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว

เตรียมปรับโฉมพื้นที่น ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา สร้างนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ผ่านโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ เล็งกระตุ้นรเศรษฐกิจด้วยโรงงานสะอาด สร้างงาน สร้างรายได้คนชุมชนกว่า 2 หมื่นอัตรา พร้อมออกมาตรการเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

นายวิวัฒน์ โฆษิตสกุล ที่ปรึกษาโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ของบริษัท ดับเบิ้ลพี แลนด์ จำกัด ได้เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ว่า บริษัทฯ มีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ต.เขาดิน อ.บางประกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว หรือเป็น ซิลิคอนวัลเลย์ 2 (Silicon Valley) และสอดคล้องกับนโยบาย Smart City รวมทั้งสร้างเป็นแลนด์มาร์ค ((Landmark) แห่งใหม่ของจ.ฉะเชิงเทรา จึงได้จัดทำโครงการนิคมฯฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ขึ้น วงเงินงบประมาณ 1.4 แสนล้าบาท บนเนื้อที่ 2,500 ไร่ ตั้งแต่เลียบถนนมอเอตร์เวย์ จนถึงสุดริมฝั่งแม่น้ำบางประกง ในรูปแบบที่ทันสมัย และเป็นมิตรกับสิงแวดล้อม นอกจากนี้ มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนพัฒนาปรับภูมิทัศน์เป็นพื้นที่สีเขียวส่วนกลางของชุมชน เช่น ป่าจาก ที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำ ให้เป็นสวนสาธารณะเพื่อให้ชาวบ้านสามารถมาใช้ประโยชน์ เช่น ลู่วิ่ง ลานออกกำลังกาย และจัดกิจกรรมในชุมชน รวมทั้งจัดสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (Training Center) เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ป้อนแรงงานในพื้นที่ให้แก่โครงการฯ โดยปัจจุบัน ได้มีการหารือความร่วมมือกับวิทยาลัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา ในการพัฒนาหลักสูตรให้กับนักศึกษาเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของนิคมอุตสาหกรรม

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ จะเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมตามนโยบายของ EEC ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 เช่น อุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV อุตสาหกรรมการผลิตอัดเก็บอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีความจุสูง เช่นแบตเตอรี่ กลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สำหรับการทำสถานีอัดประจุไฟฟ้าต่างๆ โดยขณะนี้มีบริษัทฯ ที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้นำด้านพลังงานของไทยติดต่อเข้ามาและแสดงความสนใจที่จะเข้ามาซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อมาสร้างเป็นโรงงานผลิตรถไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งผลิตจากไฟฟ้าพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และมีบริษัทฯ ที่สนใจจะมาใช้ที่ดินเพื่อสร้างเป็นโรงงานผลิตอุปกรณ์จัดเก็บพลังงานไฟฟ้าที่มีความจุสูง คือ แบตเตอรี่ ซึ่งจะไม่ใช่แบตเตอรี่ตะกั่วกรด แต่จะเป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน โดยในอนาคตจะถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า รวมถึงอาจจะทำเป็นตู้คอนเทนเนอร์เพื่อตั้งตามโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โรงไฟฟ้าพลังงานลม

ที่ปรึกษาโครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราฯ กล่าวว่า โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชาวบ้านอาจจะเกิดความกังวลใจว่า จะเป็นโรงงานที่อันตราย หรือมีมลภาวะมาก และส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนรอบข้าง บริษัทที่จะมาสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ได้มีการศึกษาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนต้นแบบจากประเทศไต้หวัน ซึ่งโรงงานเป็นโรงงานสะอาด เหมือนเช่นโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างต้องสะอาด การผลิตทุกอย่างอยู่ในระบบคลีนรูม (Clean Room) ไม่มีน้ำเสีย รวมทั้งโรงงานแบตเตอรี่ของประเทศไต้หวัน มีการจัดสร้างอยู่ในแหล่งชุมชน รอบข้างเป็นตลาดผลไม้ ตลาดอาหารสด ร้านสะดวกซื้อ และที่อยู่อาศัย เช่น อพาร์ทเม้นต์ เป็นเครื่องยืนยันว่า อุตสาหกรรมสมัยใหม่ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สามารถอยู่รวมกันได้ และขอย้ำว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่มีมลภาวะสูงๆ เช่น มีน้ำเสียเยอะ ปล่อยอากาศเสียเยอะ หรือมีความอันตราย อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานฟอกย้อม โรงงานเยื่อกระดาษ จะไม่ยอมให้เข้ามาตั้งในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้โดยเด็ดขาด

นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามระเบียบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยว่าจ้างที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการพัฒนาเกี่ยวกับ EIA นิคมอุตสาหกรรม เช่น การจัดระบบการระบายน้ำ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่ชุมชนรอบข้างซึ่งได้เริ่มดำเนินการ แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2562 และอยู่ระหว่างการยืนขอพิจารณาปรับเปลี่ยน ต.เขาดิน จากเป็นพื้นที่สีเขียว เป็นสีม่วง เพื่อให้ดำเนินการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมได้ จากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างไรก็ตาม จากการจัดทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดต้องมีการดำเนินการ 2 ครั้ง โดยครั้งแรก ได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 30-31 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา พบว่า กระแสตอบรับจากชาวบ้าน เป็นไปในทิศทางที่ดี หลังบริษัทฯ ได้นำเสนอรายละเอียดโครงการฯ เพราะอยากเห็นความเจริญ และผู้นำชุมชนต่างๆ ได้เล็งว่า หากมีโครงการฯ เกิดขึ้น จะช่วยในการพัฒนาชุมชน ลูกหลานมีงานทำในอนาคต ไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน

“มั่นใจว่า นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในระดับประเทศ คือ การเพิ่ม GDP เพราะการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฮเทคเกิดขึ้นเป็นชาติแรกของอาเซียน รักษาจุดแข็งในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก เพิ่มรายได้จากการส่งออก สร้างรายได้ให้ประชาชน สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสังคมคาร์บอนต่ำ ส่วนในระดับท้องถิ่น คือ การเพิ่ม GDP ของจังหวัด รายได้ภาษีท้องถิ่นเพิ่มขึ้น การจ้างงานซึ่งประเมินไว้ที่ 20,000 ตำแหน่งอย่างแน่นอน”นายวิวัฒน์ กล่าว

นายวิวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการออกมาตรการเยียวยาให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้านที่อยู่อาศัย จากการดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ โดยจัดซื้อที่ดินบริเวณใกล้วัดเขาดิน จำนวน 13 ไร่ และดำเนินการขุดดิน ถมดิน เพื่อนำมาจัดสรรให้กับชาวบ้านครอบครัวละ 50 ตารางวา แต่เป็นการให้เฉพาะที่ดินเปล่าเท่านั้น ส่วนสิ่งปลูกสร้างชาวบ้านจะเป็นผู้จัดสร้างเอง และดำเนินการขอนุญาตจัดสร้างที่อยู่อาศัยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีการจัดสรรใน 2 แบบ คือ 1.ให้เช่า คิดอัตราค่าเช่าวันละ 10 บาท อายุสัญญาเช่า 10 ปี ซึ่งอัตราค่าเช่าจะคงที่ตลอด 10 ปีแรก และ2.ผ่อนซื้อ โดยอัตราการผ่อนชำระวันละ 100 กว่าบาท หรือเดือนละ 3,000-4,000 บาท กำหนดระยะเวลาการผ่อน 10 ปี ซึ่งผ่อนชำระเฉพาะเงินต้นเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยบริษัทฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อชาวบ้านผ่อนครบตามกำหนด จะได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทันที ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามแก้ปัญหา หาทางออกที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านให้มากที่สุด โดยยึดหลัก “ชาวบ้านอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ อุตสาหกรรมอยู่ได้”

ขอบคุณข่าวจาก https://siamrath.co.th/n/52157